เที่ยวปีนัง 3 วัน ใช้งบ 3,000 ต่อคน ตะลุยกินสตรีทฟู้ด ชมเมืองเก่าสุดชิล!

เที่ยวปีนัง 3 วัน ใช้งบ 3,000 ต่อคน ตะลุยกินสตรีทฟู้ด ชมเมืองเก่าสุดชิล!
| 1.6K

เที่ยวปีนัง “ครั้งแรก!!” บอกเลยว่าเต็มอิ่ม ครบรสสุดๆ เราเลือกเที่ยวกันที่เมือง จอร์จทาวน์ เมืองมรดกโลก ที่เต็มไปด้วยสีสันของศิลปะ และวัฒนธรรม มีกลิ่นอายความคลาสสิค เสน่ห์ของเมืองนี้คือ ตึกเก่าสไตล์ชิโนโปรตุกีส และสตรีทอาร์ต ที่มีอยู่แถบทุกมุมของเมืองจอร์จทาวน์ ให้เราได้เดินเล่นชมเมือง ตามเก็บภาพกับสตรีทอาร์ตมุมต่างๆ ที่มีกิมมิคความกวนๆ น่ารักๆ ซ่อนอยู่

ส่วนอาหารที่นี่คือขึ้นชื่อเรื่อง สตรีทฟู้ดมากๆ อาหารอร่อย มีหลายอย่างให้กิน เป็นเมืองที่ได้ไปเที่ยวแล้วประทับใจมากๆ ผู้คนที่ปีนังเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว น่ารักมากๆ เป็นเมืองที่กินง่าย เที่ยวง่าย ใช้งบน้อยด้วยเพราะค่าครองชีพไม่แพงอย่างที่คิด ดีต่อใจสุดๆ เที่ยวปีนัง รอบนี้ จะไปตะลุยกิน เที่ยวที่ไหนได้บ้าง ไปดูกันเลย

ทริปนี้เราบินไปกับ AirAsia นะคะ มีเส้นทางบินตรงสู่ปีนัง ใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 2 ชม. สามารถเข้าเมืองได้แบบไม่ต้องกรอกเอกสาร ถือแค่พาสปอร์ตเล่มเดียว เดินทางง่าย สะดวกมากๆ ไม่วุ่นวายอีกต่อไป แค่เตรียมเอกสารเท่านั้น เพียงเท่านี้เราก็เข้าไปเที่ยวได้อย่างสบายใจหายห่วงเเล้ว

DAY 1 : เริ่มต้นทริปปีนังครั้งนี้ เราเตรียมตัวออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าตรู่ แอบมีความตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะประเทศมาเลเซีย หรือปีนัง จุดหมายปลายทางครั้งนี้เราไม่เคยมาเยือนเลย แอบลุ้นเบาๆ ว่าจะเจอเรื่องราวน่าประทับใจมากน้อยแค่ไหน รอบนี้มาขึ้นเครื่องกันตั้งแต่ 07.30 นั่งเครื่องมาเพียงแค่ 2 ชั่วโมงนิดๆ ประมาณ 10.00 น. ก็ถึงแล้วค่ะ ที่เลือกมาช่วงเช้าเพราะจะได้เที่ยวเต็มๆ วันไปเลยจ้า

แนะนำเพื่อนๆ นิดนึงค่ะว่า เวลาที่ปีนังจะเร็วกว่าไทยประมาณ 1 ชั่วโมงน้า ถึงสนามบินปีนังแล้วอย่าลืมปรับนาฬิกา จะได้ดูเวลาได้ง่ายๆ นะคะ เมื่อมาเยือนถึงที่หมายแล้ว จากนั้นเราก็เรียก Grab ไปยังเมืองจอร์จทาวน์ (George Town) เมืองหลวงของปีนัง เดินทางประมาณ 30 นาที ก็ถึงแล้วจ้า

ในส่วนของที่พัก เราเลือกพักกันที่ใจกลางเมือง กับโรงแรม Cititel Express Penang จองผ่านแอปจองที่พัก ตกคืนละ 1,200 บาท ห้องพักสะอาด นอนหลับสบาย ที่สำคัญตั้งอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวในเมืองมากมาย เดินทางได้ง่ายดายไปอีก ถูกใจสายเที่ยวอย่างเรามากกก! เช็คอินเรียบร้อยแล้วเราก็ออกไปหาอะไรกินกันเลยจ้า

Penang Road Famous Teochew Chendul

ประเดิมที่แรกด้วยร้านลอดช่องเจ้าเด็ดเจ้าดัง หรือที่เรียกกันว่า Chendul เป็นร้านลอดช่องดั้งเดิมของที่นี่ ทานเข้าไปแล้วรสชาติคืออร่อย สดชื่น แต่จะไม่เหมือนกับลอดช่องบ้านเราเลย ที่นี่จะมีถั่วแดง ราดด้วยน้ำเชื่อมสีน้ำตาลเข้ม มีความหอมของน้ำตาลทรายแดง ส่วนเส้นลอดช่องจะมีความแข็งกว่าของไทยเล็กน้อย หนึบหนับๆ กินตอนอากาศร้อนๆ ชื่นใจดับร้อยได้ดีเลยทีเดียว ถ้วยละ 4.4 RM (ประมาณ 35 บาท) ใครมาเที่ยวปีนังอย่าพลาดน้า

Goh Thew Chik Hainan Chicken Rice

กินหวานแล้วมาต่อด้วยมื้อหลักกัน เมย์เลือกกินข้าวมันไก่ย่าง ที่ร้าน Goh Thew Chik Hainan Chicken Rice เราเจอร้านนี้ด้วยความบังเอิญ เพราะตั้งใจจะไปกินอีกร้านแถวนั้นแต่ร้านปิด เลยมาเห็นร้านนี้ มีชาวบ้านที่นั่น นั่งกินกันเยอะ เลยลองดูหน่อย สรุปคืออร่อยเฉยเลย ไก่นุ่มเด้ง พร้อมน้ำซอสรสเข้มข้น ข้าวนุ่มๆ แนะนำให้มาลอง ค่าเสียหายร้านนี้ 17 RM ( ประมาณ 138 บาท)

George Town

กินคาวกับหวานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็ไปเดินย่อยถ่ายรูปเล่นกับ Street Art Penang มุมมหาชน และยังมีอีกหลายจุด ส่วนใหญ่จะเน้นไปในสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุกีส เดินตามล่าหากันไปยาวๆ ซึ่ง Street Art ส่วนใหญ่จะอยู่บบถนน Lebuh Armenian แต่ละภาพจะถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้คลาสิค เรียกได้ว่าเดินกันเพลินมากกก เราแนะนำให้ออกมาเดินตอนเกือบเย็นๆ ได้ครีเอทมุมถ่ายรูปชิคๆ แบบไม่มีเบื่อเลย

ปีนังไม่ได้มีดีแค่สตรีทอาร์ตนะ เดินไปมุมไปก็สามารถแวะถ่ายรูปได้ตลอด นอกจากนี้ยังได้รับการเลือกให้เป็นมรดกโลกโดยองค์กร UNESCO เพราะที่นี่มีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก มองไปทางไหนก็สวยไปหมดทุกมุมจริงๆ อีกหนึ่งมุมที่พลาดไม่ได้ นั่นก็คือมุมตึกสไตล์ชิโนโปรตุกีสสีขาว มีป้าย George Town ที่พลาดไม่ได้ มาถึงก็ต้องแอบแชะซักรูป!

เดินมาอีกซักหน่อย เดินมาเจอกับสถานีดับเพลิงอยู่ตรงทางแยก เป็นหนึ่งในไฮไลท์แห่งย่าน George Town ด้านนอกมีสีสันสดใส แดงเด่นสง่าเป็นเอกลักษณ์ ได้รับอิทธิพลมาตั้งแต่สมัยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ สวยไม่แพ้ตึกไหน ได้ฟีลเหมือนไปนิวยอร์คมาก!

Little India

เดินเล่นถ่ายรูปจนเสร็จเรียบร้อย ในช่วงบ่ายคล้อยก็มาแวะไหว้พระกันที่ย่าน Little India เป็นย่านที่เต็มไปด้วยสถานที่ และเอกลักษณ์ของคนสไตล์อินเดีย ไม่ว่าจะเป็นวัด ตลาด และร้านค้าต่างๆ ซึ่งภายในจะมีวัด Sri Maha Mariamman Temple ที่สวยงดงามมาก ก่อตั้งมานานกว่า 200 ปี ใกล้ๆ มีศาลเจ้าแม่กวนอิมให้แวะมาไหว้สักการะ ทำให้เรารู้สึกว่า ปีนังถือเป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมหลากหลายมากๆ

เดินถ่ายรูปกันจนเริ่มมืด ก็ได้เวลามื้อเย็น มื้อนี้เรามาฝากท้องกันที่ Kimberley Street Food Night Market หรือ ตลาดกลางคืนถนนคิมเบอร์ลี่ เป็นแหล่งรวมของกินยามเย็น ทั้งอาหารคนท้องถิ่นที่มีเฉพาะที่นี่้ท่านั้น เต็มไปด้วยร้านค้าและอาหารหลากหลาย เมนูต้องลองคือ Char Koay Teow, Duck Kway Chap, Loh Bak 

  • Char Koay Teow เมนูนี้หน้าตาและรสชาติคล้ายผัดไท เส้นนุ่มหนึบ รสชาติเค็มๆ หอมๆ ไม่เผ็ดมาก ส่วนตัวเมย์ชอบเมนูนี้มาก ทานง่าย อร่อยดี จานละ 6.8 RM ( ประมาณ 55 บาท)
  • Loh Bak ร้านของทอดสไตล์ปีนัง เห็นของทอดปุ๊บแล้วพุ่งเข้าใส่เลย ทุกอย่างจะเอาไปทอดกรอบๆ ก่อน กินคู่กับน้ำจิ้ม แบบเผ็ด และแบบ หวาน เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องลอง ราคาที่สั่ง 9.5 RM (ประมาณ 80 บาท)
  • Uck Kway Chap ร้านนี้แค่ได้กลิ่นก็น้ำลายไหลแล้ว เมย์สั่งเป็นก่วยจั๊บเป็ด และเป็ดพะโล้ และข้าวเปล่า รสชาติเข้มข้น เป็นนุ่มมากก ดีอยากให้ลอง ค่าเสียหายทั้งหมด 35 RM (ประมาณ 285 บาท)

Tai Tong Restaurant

DAY 2 : ตื่นเช้าในบรรยากาศสบายๆ เข้าสู่วันที่ 2 ของการอยู่ปีนังกันอีกเช่นเคย กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ตื่นมาปุ๊บก็หิวปั๊บ เปิดวันที่ 2 ด้วยมื้อเช้าแสนอร่อยกันที่ร้าน Tai Tong Restaurant ร้านอาหารจีนกวางตุ้งย่านจอร์จทาวน์ เป็นติ่มซำเจ้าดังที่ใครมาปีนังต้องโดน

ร้านนี้เปิดตั้งแต่หกโมงเช้า บอกเลยทั้งคนท้องถิ่น และนักท่องเที่ยว ก็ต่างแวะมาชิมกันอย่างไม่ขาดสาย อร่อยสมค่ำร่ำลือจริงๆ ไปสายๆหน่อยคนจะน้อยไม่ต้องรอนาน ค่าเสียหายร้านนี้ 92.2 RM (ประมาณ 750 บาท)

  • ติ่มซำอร่อยมาก เสน่ห์ของร้านคือจะมีคุณป้าเข็นรถเข็นที่นึ่งติ่มซำเดินวนตามโต๊ะ อยากกินอะไรก็ชี้ๆได้เลย ส่วนซาลาเปาเดินไปสั่งที่ตู้ด้านใน ซาลาเปาไส้หมูแดง และไส้คัตดาร์ดไข่คือดีงามมาก 

มาต่อกันที่ ร้านกาแฟแบบ Local ร้าน Toh Soon Cafe ดูแล้วมีกิมมิค ชวนให้นั่งมากๆ เป็นร้านเล็กตั้งอยู่ในตรอก ชงกาแฟ ปิ้งขนมปังกันตรงนั้นเลย เมนูแนะนำร้านนี้คือ ขนมปังไข่ลวก จิ้มกินกันแบบฟินๆ อิ่มสบายท้อง

Penang Hills

อิ่มแล้วก็ออกเดินทางไปยัง Penang Hills อีกหนึ่งสถานที่สำคัญที่ต้องมาเมื่อมาเยือนปีนัง เป็นจุดชมวิวเมืองมุมสูง อยู่เหนือระดับน้ำทะเลขึ้นมาประมาณ 800 เมตร ไฮท์ไลท์ของที่นี่คือ การนั้งรถรางขึ้นไปบนเขา ฟีลดีมากๆ สวยไม่ไหว! อากาศเย็นสบายกว่าในเมือง ขึ้นไปเราก็ได้ชมวิวแบบสุดลูกหูลุกตา และมีมุมต่างๆ ให้เดินถ่ายรูปเล่นกัน สวยมาก คุ้มค่าแก่การเดินทาง ค่าตั๋วรถราง 30 RM (ประมาณ 255 บาท)

ด้านบน Penang Hills อากาศดีมาก สดชื่น มีลมโกรกทั้งวัน เห็นวิวทั้งเมืองด้วยมุมกว้างมาก มองเห็นวิวฉบับพาโนราม่าทีาน่าตื่นตาตื่นใจ รถรางวิ่งผ่านป่าแล้ว เหมือนหลุดไปยังอีกโลกหนึ่งเลยทีเดียว เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพรรณ เราสามารถมาชมวิวได้ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น ไปจนถึงช่วงพระอาทิตย์ตกดินได้เลย

ลงจาก Penang Hills ก็นั่งรถต่อมาที่วัด Kek Lok Si วัดพุทธที่ใหญ่ที่สุดในปีนัง  หรือที่เรียกกันว่า วัดเขาเต่า เป็นวัดจีนพุทธ นิกายมหายาน ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วัดนี้มีความงดงาม อลังการมากๆ วัดตั้งอยู่บนเขาทำให้มองเห็นวิวที่มีต้นไม้เขียวชะอุ่ม สดชื่นมาก แนะนำให้แวะมาชมกันน้า

 ด้านบนมีเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่มาก

หลังจากที่เราเที่ยวด้านบนของ Penang Hills จนอิ่มความสุขจนล้นไม่ไหวแล้ว บอกเลยว่าหิวไม่ไหว! มื้อเย็นวันที่2 เราจึงมาฝากท้องกันที่ Chulia Street Night Hawker Stalls เมนูต้องลองที่นี่คือ  Oyster Omelette, Laksa, Lok Lok สำหรับโต๊ะนั่งสามารถเลือกนั่งได้เลย และสั่งอาหารของร้านนั้นสักอย่าง – สองอย่าง ที่เหลืออยากกินไรก็สั่งจากร้านอื่นมากินได้เลยจ้า

  • Granny’s Oyster Omelette หอยทอดเจ้าดัง ได้ลองแล้วติดใจ หอยทอดเป็นอีกหนึ่งเมนูขึ้นชื่อของปีนัง จะเห็นมีร้านขายกันอยู่ทั่วทั้งเมืองเลย เมย์ได้ลองของร้านนี้ รสชาติคล้ายหอยทอดบ้านเราเลย ตัวแป้งจะหนึบๆเหมือนออส่วน โดยรวมคือร่อย ราคา 18 RM (ประมาณ 146 บาท)
  • LOK LOK เมนูประจำถิ่น ปีนัง เป็นของเสียบไม้ มีทั้งของทอด ลูกชิ้น หมู เครื่องใน ผัก เอามาต้มในหม้อ กินกับน้ำจิ้มมีหลายแบบ อร่อยแบบฟีลมันได้มากอ่ะ ยืนกินฟินๆไปเลย ราคาเฉลี่ยไม้ละ 10 RM  (ประมาณ 80 บาท)
  • Apom ขนมร้านนี้คือสิ่งเดียวกับ ขนมอาโป้ง ที่ภูเก็ตเลย แแป้งกรอบ หวานมัน กินได้เพลินๆ ชิ้นละ 0.6 RM (ประมาณ 5 บาท)
  • อีกหนึงเมนูประจำถิ่นปีนัง นั่นก็คือ Laksa เมนูนี้จะคล้ายก๋วยเตี๋ยวก็ไม่ใช่ เป็นเส้นหนึบๆคล้ายอูด้ง น้ำซุปสามรส หอมกลิ่นมันกุ้งมากๆ รสชาติหอมกลมกล่อม อร่อยต้องลอง 

DAY 3 :  และแล้วก็มาจนถึงวันสุดท้ายที่ต้องอยู่ปีนัง ยอมรับว่าไม่อยากกลับเลย  ปีนังเป็นเมืองที่น่ารัก รู้สึกดีตั้งแต่มาวันแรก ทั้งบรรยากาศ สถานที่ท่องเที่ยว อาหาร ทำให้เรารู้สึกประทับใจสุดๆ มาเดินชิลล์ 3 วันแบบเราก็กำลังดีไปอีกแบบ ตื่นมาเก็บของแบบสโลไลฟ์ เช็คเอาท์ และฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม แล้วออกเดินทางตะลุยกิน เที่ยวกันต่อให้สุด!

เปิดด้วยมื้อแรก ที่ร้าน Wai Kee ร้านสีฟ้าเด่นสง่ามาแต่ไกล เป็นร้านขายข้าวหมูย่าง หมูกรอบ และเป็ดย่าง ร้านนี้เราชอบมากๆ อยากไปกินอีกเลย ร้านนี้คนเยอะมาก ขายหมดก่อนร้านปิดตลอด! ไปถึงต้องรีบแจ้งพนักงาน เค้าก็จะหาโต๊ะให้เรานั่ง อาหารได้เร็ว ไม่รอนาน อาหารอร่อยจนต้องสั่งเบิ้ล! หอมกลิ่นเตาถ่าน ใครมาต้องลองสั่ง!

Han Jiang Ancestral Temple

ขากลับเราแวะผ่าน Han Jiang Ancestral Temple วัดจีนแห่งหนึ่งบนถนนชูเลีย (Chulia Street) เป็นวัดจีนมรดกโลกของชาวแต้จิ๋ว แห่งเดียวในเมืองปีนัง สร้างเพื่อบูชาเทพเจ้าแห่งลัทธิเต๋าแห่งนอร์ท ใครมาแล้วต้องแวะเข้าไปสักการะหน่อย

Chew Jetty

ไหว้พระจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็เดินไปยัง Chew Jetty หมู่บ้านชาวประมง ที่ให้บรรยากาศเงียบสงบ เป็นหมู่บ้านที่ได้รับรางวัล UNESCO World Heritage Site (แหล่งมรดกโลก) เป็นชุมชนเล็กที่อยู่ริมทะเล สร้างมาตั้งแต่ปี 1800 หรือราวๆ 200 ปี ภายในนี้จะมีร้านขายของที่ระลึกน่ารักๆ หลายร้าน สินค้าพื้นเมืองท้องถิ่นจำหน่าย  มีมุสตรีทอาร์ตให้ถ่ายรูป และสะพานไว้ชมวิว ยืนโพสท่าถ่ายรูปชิลๆ ได้อย่างเพลิดเพลิน

เดินถัดมาจาก Chew Jetty อีกนิด ก็จะเจอ Tan Jetty กระท่อมปลายสะพานของหมู่บ้านชาวประมง เสียดายตอนที่ไปเค้าปิดประตู ทำได้แค่ถ่ายรูปจากมุมไกล ได้รูปชิคๆ เก๋ๆไปอีกแบบ ที่นี่เป็นอีกจุดนึงที่เห็นวิถีชีวิตแบบ Local Life ริมน้ำ ของชาวปีนังได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ

ขอกระซิบอีดนิด! ระหว่างทางเดินกลับไปเอากระเป๋าที่โรงแรม แวะถ่ายรูปที่แถวๆ ตึก Komtar มุมนี้จะอยู่ตรงแยก เห็นสีสันล่อตาล่อใจ ดูอาร์ตมากๆเลยขอเก็บภาพไว้หน่อย

ไป เที่ยวปีนัง ครั้งแรกก็หลงรักแล้ว เดินทางง่ายมีแค่ Passport เล่มเดียว เที่ยวได้ฉลุย! สำหรับการเดินทางของทริปนี้ เราใช้การเดินส่วนใหญ่ ถ้าไปไหนไกลๆ หน่อยก็เรียก Grab สะดวก ค่าโดยสารไม่แพง ค่าใช้จ่ายสำหรับทริปนี้ที่เราไปกัน 2 คน ใช้กิน เที่ยว และค่าที่พัก หารแล้วตกคนละ 3000 บาท เป็นทริปต่างประเทศที่ใช้งบน้อย ส่วนตัวคือประทับใจทริปนี้มากๆ

สรุป

ครบจบกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วกับ เที่ยวปีนัง 3 วัน ด้วยงบ 3,000 ต่อคน ใครบอกปีนังไม่มีอะไรน่าเที่ยว บอกเลยว่าไม่จริง! เพราะเราได้มาสัมผัสประสบการณ์ในที่แห่งนี้แล้ว บอกได้เลยว่า ไม่ว่าจะกลางวัน หรือในช่วงหลังพระอาทิตย์ตก ก็ยังมีสถานที่อีกมากมาย ที่ไม่ได้หลับใหลไปตามเวลา แต่รอให้เราได้ไปสัมผัสตลอด ทริปนี้เราได้ทั้งประสบการณ์การเดินทาง และได้รู้จักวัฒนธรรมที่หลากหลาย  ผู้คนที่ปีนังน่ารัก เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว ไว้มีโอกาสจะกลับไปเที่ยวอีกครั้งแน่นอนค่า

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

author profile image

อ้อร้อไหนดี : Where will Go

ติดตาม